แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โครงการบ้านต่างๆ ทาวน์โฮม และคอนโดมิเดียม กำลังจะบูมใน กรุงเทพฯ ตอนเหนือ

โครงการบ้านต่างๆ ทาวน์โฮม และคอนโดติดรถไฟฟ้า กำลังจะบูมใน กรุงเทพฯ ตอนเหนือ


ล็อกรีวิว คอนโดติดรถไฟฟ้า ขอขอบคุณภาพจาก thaibigplaza.com/


นายสุรเชษฐ กองชีพ หรือรองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ ในตอนเหนือและจังหวัดปทุมธานีนั้น หรือบริเวณคลอง 1-6 ได้มีโครงการที่อยู่อาศัยที่เปิดขาย อยู่ทั้งหมดถึง 67 โครงการ แยกได้เป็นโครงการบ้านจัดสรร 55 โครงการ หรือจำนวน 12,437 หน่วย และเป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุดจำนวนมากถึง 5,028 หน่วย โดยคิดเป็น 81% ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวที่ขายในระดับราคามากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไปอีก ทาวน์โฮมที่ได้มีจำนวนมากที่สุด คือ ราคา ที่ขายต่ำกว่า 2 ล้านบาทลงมานั้น มีสูงถึง 83% จากจำนวนของทาวน์โฮมที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันอยู่ 4,520 หน่วย ขณะที่อัตราการขาย นั้้นก็สูงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 66% 

ส่วนของในโครงการคอนโดมิเนียมนั้น ก็ยังพบอีกว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ทั้งหมด 12 โครงการ และจำนวนรวมทั้งหมด 18,671 หน่วย และยังเป็นคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่ำกว่า 1 ล้านบาท มากถึง 86% เลย เพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ ที่ได้มีจำนวนหน่วยมากกว่า 1 หมื่นหน่วยอยู่ โดยเปิดขายในบริเวณนี้ด้วย แต่สำหรับบ้านเดี่ยวในบริเวณนี้ก็ได้รับความนิยมค่อนข้างมากเลย เพราะมี อัตราการขายประมาณ 64% โดยเฉพาะในโครงการที่มีราคาขายเกินกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไปด้วย โดยมีหน่วยที่ขายไปแล้วมากกว่า 3.2 พัน หน่วยทีเดียว อันดับรองลงไปคือก็คือทาวน์โฮมที่มีอัตราการขายอยู่ที่ประมาณ 62% คอนโดมิเนียมนั้นกลับมีอัตราการขายที่ค่อนข้างต่ำคืออยู๋ที่ประมาณ 40% เพราะในโครงการขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลาในการขายมากทีเดียว

โดยได้สอดคล้องกับ นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา หรือกรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ที่ได้กล่าวถึงศักยภาพ ในพื้นที่กรุงเทพฯตอนเหนือและจังหวัดปทุมธานีไว้ว่า เป็นพื้นที่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากในภาครัฐและในภาคเอกชน ได้มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนมาก โดยในภาครัฐจะมีการลงทุนพัฒนาคือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ในการพัฒนาระบบราง ไม่ว่าจะเป็นการ ในการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ หรือรถไฟความเร็วปานกลางและรถไฟความเร็วสูง ที่การก่อ สร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือบางซื่อ รังสิต และสายสีแดงในส่วนต่อขยายรังสิตธรรมศาสตร์ โดยโครงการรถโดยสารปรับอากาศพิเศษ (บีอาร์ที) โซนรังสิตอีกด้วย จึงทำให้โครงการคอนโดในบริเวณนี้ ในอนาคตจะเป็ คอนโดติดรถไฟฟ้านั้นเอง 

โครงการมอเตอร์เวย์ ในบางปะอินโคราช จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางสู่ในส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เป็นอย่างดีแน่นอน โดยโครงการปรับปรุงและขยายสนามบินดอนเมืองนั้น ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้เราได้ใช้บริการได้ในปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 ซึ่งก็จะเป็น ศูนย์กลางของการเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสต์ที่ดี ที่ในปัจจุบันได้มีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมาก ขณะที่ในภาคเอกชนเองก็มี แผนที่ลงทุนพัฒนาโครงการก่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่ขึ้นอีก ได้แก่ เซ็นทรัลเอ็ม เมกา รังสิต และฟิวเจอร์ซิตี้ เป็นต้น 

ในปัจจุบันบริษัทมีโครงการบ้านในโซนรังสิต-นครนายก 2 โครงการ นั้น ได้แก่ โครงการสัมมากรรังสิต ที่คลอง 2 เหลือเพียง กว่า 20 หน่วยเท่านั้น ราคาขายหน่วยละ 4-5 ล้านบาททีเดียว โดยรวมมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ที่มีจุดเด่นอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ที่ติดถนนใหญ่ ใกล้สาธารณูปโภคต่างๆ และศูนย์การค้าเพียวเพลส และ โครงการสัมมากร รังสิต ที่คลอง 7 จำนวน 400 หน่วย ที่ระดับราคาเฉลี่ย 5 ล้านบาท โดยมูลค่าประมาณ 2.1 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างมากค่ะ ด้าน นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ หรือกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลล อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ได้กล่าวว่า ปัจจุบันนี้บริษัทมียอดขายจากโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 เฟส 1 ที่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและจะโอนช่วงปลายปี 2558 จำนวนกว่า 3 พันหน่วย มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทเลย และจะเปิดขายเฟส2 นี้อย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 1 พันหน่วยแล้ว ขณะที่การก่อสร้างเฟส 2 นี้ได้มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยมีอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 10 อาคาร จากทั้งหมด 18 อาคาร ที่เหลือ 8 อาคารจะอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยในส่วนของเฟส 2 นี้ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและคาดว่าจะส่งมอบได้ในไตรมาส 1 ปี 2559 นี้

ราคาขายที่เริ่มต้นอยู่ที่ 5.65 แสนบาทต่อหน่วย โดยถือเป็นคอนโดมิเนียมที่มีราคาต่ำที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะที่โครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป นั้นโดดเด่นในแง่ชุมชนเมืองน่าอยู่ และสิ่งอำนวยความสะดวกครแล้วบ และคอมมิวนิตี มอลล์ 'Market Place' ในด้านหน้า โครงการภายใต้การบริหารงานจากผู้ชำนาญการคือ บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF)อีกด้วย


บล็อก รีวิว คอนโดติดรถไฟฟ้า ขอขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก ฐานเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตกแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ในแบบสุดคุ้ม


ตกแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ในแบบสุดคุ้ม

ขอขอบคุณภาพจาก homedesign.homedd4u.com/
วันนี้จะขอเอาใจคุณผู้อ่านที่มีบ้านพักอาศัยเป็นทาวน์เฮ้าส์หรืบ้านทาวน์เฮ้าส์ค่ะ แล้วรู้สึกว่าการจัดบ้านไปๆมาๆ บ้านก็รกอีกแล้ว จะทำอย่างไรก็ดูจะมีพื้นที่ไม่เพียงพอกับการใช้งาน แถมยังจัดแล้วบ้านทาวน์เฮ้าส์ของเราจากที่มีพื้นที่จำกัดก็ยิ่งเล็กลงไปถนัดตาอีก เราจึงมีคำแนะนำในการจัดตกแต่งบ้านที่ให้ดูเป็นสัดส่วน และน่าอยู่ ใช้งานได้ครบถ้วนตามความต้องการ และทริกง่ายๆ ที่จะมาช่วยให้บ้านทาวน์เฮ้าส์ของคุณดูกว้างขึ้นอีกด้วยค่ะ
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ โดยเล่นกับแสงธรรมชาติ และการดึงแสงเข้ามาในสเปซ ที่ยิ่งถ้าให้แสงเข้าหน้าบ้านแล้ว ผ่านส่วนนั่งเล่น และยังทะลุถึงหลังบ้านได้ยิ่งดีเลยค่ะ เพราะยิ่งจะทำให้ห้องดูมีพื้นที่ไร้ขีดจำกัดมากขึ้น และดูไม่มีขอบเขตมากั้นมากนัก แต่อย่าเอาชั้นวางของใหญ่ๆ หรือการทำผนังมากั้นนะคะ และควรปล่อยให้ส่วนนั่งเล่นตรงกลางนี้เปิดโล่งไว้ ก็จะทำให้ดูไม่อึดอัดเมื่อเดินเข้าบ้านมา ใช้ในการจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ดูเป็นสัดเป็นส่วนมาขึ้น ก็จะเป็นการกำหนดขอบเขตของส่วนที่นั่งเล่นนี้ได้เลยค่ะ เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเตี้ยๆ จะทำให้หลอกตาได้ว่าห้องนั้นดูกว้างขึ้น
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ เราไม่ควรใช้สีที่ตัดกันมากเกินไป และไม่ควรใช้สีจัดๆทาเน้นผนังด้านใดผนังด้านหนึ่ง แต่ก็สามารถเพิ่มความน่าสนใจได้โดยการเลือกทาสีที่ผนังในโทนสีเดียวกันค่ะ แต่สีเข้มสีอ่อนต่างกัน และถ้าอยากได้สีที่ตัดกันจริงๆ ก็อนุญาตให้ใช้ได้ในส่วนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กคะ หรืออาจเป็นหมอนบนโซฟาเท่านั้นนะคะ รวมถึงการเลือกใช้อ่อนๆสว่างๆ จะต้องเหมาะสมกับการตกแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์มากค่ะ พยายามอย่าใช้สีเข้มด้วยนะคะ
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีดูแล้วมีขนาดเล็ก และอย่าเลือกอันที่ขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็นเกินไป เช่นชั้นวางของกควรเลือกแบบที่ผอมบางซักหน่อย และควรเลือกใช้ฟูกหรือโซฟาให้เข้ามุมแทนโซฟาลอยตัวค่ะ ชั้นวางทีวีก็แบบเตี้ยๆ หรือถ้าจะให้ประหยัดเนื้อที่สุดๆ ก็จะใช้ทีวีติดผนังไปเลยก็ได้ค่ะ
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ แบบถ้ายิ่งน้อยยิ่งดี คุณควรโละของใช้ที่ไม่มีความจำเป็นออกไป และควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นและคุณชอบจริงๆเอาไว้ อย่าวางเฟอร์นิเจอร์ในทุกมุมของห้อง เพราะจะทำให้ห้องมัรดูแน่นเกินไป นอกจากจะไม่รู้สึกสบายตาแล้ว พื้นที่ในการใช้สอยอาจจะจะไม่พออีกด้วย ถ้าอยากได้ที่เก็บของเยอะๆละก็ คุณก็สามารถบิ้วท์ชั้นติดผนังแบบสูงถึงเพดานก็ได้ ถ้ามีบานปิดเรียบตลอดแนวกันก็สามารถหลอกว่าเป็นผนังได้เช่นกัน และทำให้ไม่ดูรกตาอีกด้วยค่ะ
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์ แบบลวงตาด้วยกระจกบานใหญ่ ที่ไม่ว่าจะบิ้วท์ให้เป็นผนังกระจกเบาหรือจะตั้งกระจกบานใหญ่แบบลอยตัวไว้ ก็จะสามารถช่วยหลอกตาให้บ้านทาวน์เฮ้าส์ของคุณกว้างขึ้น แถมยังจะสะท้อนแสงและทำให้บ้านทาวน์เฮ้าส์ของคุณสว่างขึ้นด้วย แต่จะขอย้ำว่ากระจกต้องเป็นบานใหญ่เท่านั้นนะคะ เพราะว่ามันจะช่วยขยายสเกลผนังให้ดูแล้วกว้างใหญ่ขึ้น ซึ่งรวมถึงภาพที่ติดผนัง หรือแม้แต่แนวผ้าม่านติดกระจก ก็จะให้เลือกใช้ขนาดเว่อร์ๆไปเลยละค่ะ
การแต่งบ้านทาวน์เฮ้าส์นั้น ส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องของการแก้ไขข้อบกพร่องของพื้นที่ที่เรามีอย่างจำกัด ซึ่งในที่นี้ก็คือการแก้ไขบ้านที่พอมีพื้นที่จำกัดอย่างบ้านทาวน์เฮ้าส์ แต่ในขณะเดียวกันอย่ากลัวว่าที่จะตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของที่คุณชอบใจเท่านั้น แค่เลือกใช้ในปริมาณและใยนสัดส่วนที่พอเหมาะ เพราะอะไรๆก็มักมีทางออกที่ลงตัวเสมอค่ะ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การปลูกต้นไม่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์

ข้อควรระวัง การปลูกต้นไม่ในบ้านทาว์เฮ้าส์

การที่เรานั้นจะปลูกต้นไม้สักต้นไม่หนึ่งในบ้าวทาวน์เฮ้าส์ของเรานั้นใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ เพราะมันไม่ได้เป็นแค่การที่เราเดินไปร้านต้นไม้แล้วก็จะชี้ๆๆ จ่ายตัง ยกกลับมาบ้านเท่านั้น ถ้าแค่นี้ละก็ มีหวังว่าต้นไม้ที่เราซื้อมาคงจะมีชีวิตอยู่ไม่น่าจะเกินอาทิตย์ได้ละมั้งค่ะ วันนี้จึงได้นำข้อควรระวังรวมถึงการเตรียมตัวสำหรับการที่เราจะเริ่มปลูกต้นไม้ในบ้านมาฝากกันค่ะ

ขอบคุณภาพสวยๆจาก pantip.com/topic/31414301
ข้อ 1. มองหาที่ที่จะเตรียมจัดวางต้นไม้ เพราะเรานั้นไม่ควรซื้อต้นไม้แค่เห็นแล้วชอบเท่านั้น แต่ควรจะมองหรืออาจจะมีการจัดการเคลียร์พื้นที่เพื่อที่สำหรับการปลูกต้นไม้ไว้ก่อนที่จะซื้อต้นไม้ เพื่อให้เวลาซื้อต้นไม้มา เราจะได้ซื้อได้ถูกกับพื้นที่ที่เตรียมไว้เป็นในร่ม หรือกลางแจ้ง ต้นไม้ที่เลือกก็ต้องดูว่าเป็นต้นไม้ที่ชอบแสงแดดหรืไม่และเหมากับอย่างไหน หรือแม้กระทั่งใช้วางหรือแขวนด้วย เพราะต้นไม้ที่เลือกนั้นก็จะต่างกันออกไป เช่น ต้นลิปสติกแดงจะเป็นไม้เลื้อย และจะสามารถจัดใส่กระถางแขวนตกแต่งได้ดีค่ะ
ข้อ 2. เมื่อเตรียมพื้นที่เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การที่เราจะเลือกหาสถานที่ซื้อต้นไม้ และขอแนะนำนะคะ ว่าควรซื้อจากร้านที่ดูแล้วมีความน่าเชื่อถือ หรืออาจจะจากสวนโดยตรงเลยยิ่งดีค่ะ อย่าซื้อต้นไม้เพราะเห็นแก่ว่าราคาถูก เป็นอันขาดเลย ควรเลือกซื้อโดยเริ่มพิจารณาจากต้นไม้ที่ไม่มีตำหนิ หรือไม่มีรอยช้ำ เพราะกว่าเราจะนำกลับมาบ้านและนำลงกระถางได้นั้นจะทำให้ต้นไม้นั้นตายได้ง่ายมากค่ะ แต่ถ้าหากว่าเป็นไม้ดอกเราควรเลือกต้นที่มีดอกตูมเต็มที่แต่ยังไม่บาน เพราะเมื่อเรานำมาปลูกแล้ว เราก็จะเห็นดอกบานสวยๆ แต่ถ้าเป็นต้นที่มีดอกบานอยู่แล้ว เมื่อเรานำกลับมาปลูกดอกนั้นก็จะเริ่มแห้งเหี่ยวค่ะ
ข้อ 3. หากการซื้อต้นไม้ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคุณละก็ คุณควรเลือกต้นไม้ที่ทนทานการดูแลนิดหนึ่งค่ะ ตายยากหน่อยก็จัดี จะได้เป็นกำลังใจในการปลูกต้นอื่นๆ ต่อไปค่ะ เมื่อได้ต้นไม้มาแล้วคุณควรที่จะศึกษาด้วยว่าต้นไม้นี้นั้นจะต้องดูแลอย่างไร และจะต้องรู้ตั้งแต่ว่าดินที่คุณควรใช้ปลูกจะต้องเป็นดินประเภทไหนจะดี ต้นไม้นี้ชอบแสงแดดจัดหรือแบบรำไร การรดน้ำจะต้องรดมาก และรดทุกวัน หรือรดน้อย 3 วันรดต่อครั้ง รวมไปถึงการให้ปุ๋ยด้วยค่ะ
ข้อ 4. เมื่อย้ายที่อยู่ให้ต้นไม้แล้ว สิ่งที่ควรจะระวังเป็นอย่างยิ่งคือ ควรจะขนในเวลาเช้า หรือในตอนเย็น และควรใช้รถขนที่มีหลังคาค่ะ หรืออาจเป็นตาข่ายสำหรับบังลมและแดดก็ได้ ควรยึดต้นหรือผูกต้นไม้ใว้กับรถหรือที่ยึดให้ดี เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม หรือ ตะแคงค่ะ และเมื่อถึงที่หมายดีแล้วคุณควรวางต้นไม้พักไว้เฉยๆ ก่อน สักพัก เพื่อปรับสภาพภูมิอากาศ ให้กับต้นไม้ จากนั้นจึงค่อยรดน้ำนะคะ และย้ายต่อไปได้นะคะ
ข้อ 5. สิ่งที่ต้องระวังของสถานที่ในการตั้ง คุณไม่ควรตั้งกระถางต้นไม้ในที่ที่ลมพัดแรงๆ ค่ะ หรือในสถานที่ที่มีไอร้อน คุณควรวางต้นไม้ตามความต้องการแสงของแต่ละต้น แต่หากต้องการแสงมากก็วางแถวๆ ประตูได้ หรือ ต้องการแสงน้อยด็วางใกล้หน้าต่าง ต้นไม้บางชนิดนั้นต้องการแค่แสงจากแสงไฟก็พอค่ะ เช่น ต้นเศรษฐีเรือนใน ค่ะ
ข้อ 6. ต้นไม้สับเปลี่ยน คุณควรมีต้นไม้สำหรับสับเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ชุดนะค่ะ เมื่อวางต้นไม้ตามจุดต่างๆ แล้วปล่อยไว้ สักระยะหนึ่ง ต้นไม้เมื่ออยู่ในอาคารนานๆ ก็จะเริ่มโทรม คุณควรเปลี่ยนอีกชุด เพื่อให้ต้นไม้ชุดที่เริ่มโทรมนำไปรับอากาศดีๆและแดดรำไร เพื่อให้ฟื้นตัวค่ะ รวมถึงการให้ปุ๋ยด้วยค่ะ ควรให้ปุ๋ยทุก 3 เดือน หรือแล้วแต่ความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิดค่ะ
ข้อ 7. การรดน้ำต้นไม้ ในการรดน้ำต้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรระวัง ตั้งแต่น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำที่ไม่ร้อน หรือเย็น จนเกินไป คุณควรรดน้ำในตอนเช้า หรือในตอนเย็นเท่านั้น และไม่ควรรดตอนแดดจัด คุณควรรดที่โคนต้น ไม่ควรรดตรงๆ กับดอก หรือ ใบ แต่อันนี้แล้วแต่ความชอบน้ำของต้นไม้แต่ละชนิดด้วย บางชนิดต้องรดที่โคนต้นเท่านั้น หรือที่ดินเท่านั้น แต่ในขณะที่บางต้นให้ใช้กระถางแช่ลงในอ่างน้ำได้เลยเพื่อให้น้ำซึมขึ้นมา และเพื่อไม่ให้ดินแฉะเกินไป หรืออาจให้ต้นไม้รับน้ำโดยตรงก็แล้วแต่ชนิดต่างๆค่ะ
ข้อ 8. ทำหลักให้กับต้นไม้ได้ยึดเกาะ หากต้นไม้ที่คุณนำมาปลูกนั้นยังมีอายุน้อย ลำต้นก็จะมีความอ่อนตัวและยืดหยุ่นสูงด้วยดังนั้นการทำหลักให้ยึดเกาะก็จะช่วยจัดทรงของต้นไม้ให้ดูดีและสวยขึ้นด้วยค่ะ แต่ก็ควรระวังไม่ให้หลักปักโดนรากของต้นไม้ด้วยเช่นกันค่ะ
ข้อ 9. การดูแลรักษา จะเริ่มตั้งแต่ การตัดแต่งกิ่งให้ได้พุ่มสวยงาม หรือขนาดตามต้องการและยังเป็นการช่วยไม่ให้ต้นไม้รกเกินไปอีกด้วยเพราะถ้าหากบริเวณที่ปลูกต้นไม้รกเกินไปอาจเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลานต่างๆได้ค่ะ และควรห้ามใช้ยาปราบศัตรูพืชกับต้นไม้ในอาคารด้วยค่ะ เพราะยานั้นก็จะระเหยอยู่ภายในอาคารของคุณ ทำให้เราจะเป็นผู้สูดดมมากว่าแมลงอีกค่ะ
ข้อ 10. สังเกตุความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของต้นไม้ ในการที่ต้นไม้แต่ละต้นจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้น มันจะเป็นเครื่องวัดความอุดมสมบูรณ์ของตนไม้ได้อีกด้วยค่ะว่า ที่เราให้ปุ๋ย แะรดน้ำนั้นเหมาะแก่เค้าหรือไม่ ลองสังเกตุดูนะคะ โดยการสังเกตุก็จะมีประมาณนี้คะ
- ต้นไม้นั้นเอียงไปด้านหนึ่ง คือ การที่ต้นไม้รับแสงเพียงด้านเดียวค่ะ วิธีแก้ไข หันอีกด้านของต้นไม้ให้โดแสง หรือคอยหมุนกระถางก็ได้
- ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว คือ อาจจะได้รับปุ๋ยมากเกินไป วิธีแก้ไข ลดปริมาณการให้ปุ๋ยให้น้อยลงคะ
- บริเวณขอบใบเป็นสีเหลือง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล และก้านก็ค่อยๆ แห้งไป นั้นคือการที่ต้นไม้ขาดน้ำ หรือ อาจน้ำน้อยเกินไป วิธีแก้ไข รดน้ำให้เพียงพอเหมาะสม และสม่ำเสมอ
- บริเวณขอบใบเป็นสีน้ำตาล โคนใบนั้นเริ่มเป็นสีเหลืองแล้วหลุดร่วงง่าย คือ อาการที่ต้นไม้นั้นได้น้ำมากจนเกินไป วิธีแก้ไข จะต้องลดปริมาณน้ำลง และคุณควรพรวนดินให้ร่วน เนื่องจากดินในบางจุดอาจแข็งและทำให้น้ำไม่ซึ่มผ่านค่ะ
- ใบเริ่มมีสีเหลือง แต่กิ่งก้านยังเป็นสีเขียว ยอดใบแคระแกรน คือ อาการที่ต้นไม้ขาดปุ๋ย วิธีแก้ไข ควรใส่ปุ๋ย แต่ควรต้องใส่ในปริมาณที่พอเหมาะด้วยค่ะ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 รอยร้าวของบ้านทาวน์เฮ้าส์ รู้ก่อนจะสายไป

10 รอยร้าวของบ้านทาวน์เฮ้าส์ รู้ก่อนจะสายไป


หลายๆ คนที่ซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์ใหม่อาจจะเคยเจอปัญหากวนใจมากมาย แต่ที่จะเจอได้บ่อยก็คงจะเป็น "รอยร้าว" ของผนังและเพดาน วันนี้ จึงจะขอนำแนวคิดดีๆ จากหนังสือ "ชนิดของรอยร้าว" ผู้จัดทำคือ "คณะอนุกรรมการคลินิกช่าง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์"คะ มาฝากให้พวกเราดูเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น และรีบหาทางแก้ไขได้ทัน หรือซ่อมแซมกันต่อไปคะ โดยรอยร้าวนั้นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้
รอยร้าวที่เกิดจากจากวัสดุเสื่อมคุณภาพ
รอยร้าวที่เกิดจากจากโครงสร้างรับน้ำหนักบรรทุกเกินกำลัง
รอยร้าวที่เกิดจากจากการทรุดตัวจากฐานราก
รอยร้าวที่เกิดจากวัสดุเสื่อมคุณภาพ
ข้อ 1. รอยแตกลายงาที่ผนัง
จะเกิดจากปูนฉาบสูญเสียน้ำไป หรืออาจระเหยออกอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะอิฐก่อนั้นดูดซับน้ำมาก เพราะอุณหภูมิภายนอกสูง หรือทรายที่ผสมอยู่มีส่วนผสมของฝุ่นมากเกินไป จะทำให้ผนังเกิดการไม่ยึดตัวได้ และเกิดรอยแตกลายงาคะ รอยร้าวประเภทนี้จะไม่เกิดอันตรายใดกับตัวโครงสร้าง จึงจะมีผลแค่ด้านความสวยงามบนผนังคะ การซ่อมแซมให้ลองเคาะผนังเพื่อตรวจสอบถึงการยึดเกาะของปูน หากเคาะแล้วไม่ได้ยินเสียงทึบ ขอแนะนำให้สกัดและฉาบใหม่เลยคะ
ข้อ 2. รอยแตกร้าวจนถึงเหล็กเสริม
จะเกิดจากเหล็กเสริมเป็นสนิม หรืออาจเป็นเพราะคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริมหนาน้อยมากเกินไป หรืออยู่ในสภาพที่ชุ่มน้ำ และแห้งสลับกันบ่อยๆ หรืออาจเป็นเพราะคุณภาพของคอนกรีตไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้ หากเกิดรอยร้าวประเภทนี้ ควรรีบติดต่อวิศวกรเพื่อมาตรวจสอบคะ เพราะจะมีผลต่อโครงสร้างอาคาร และอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้นั้นเองคะ
รอยร้าวเนื่องจากโครงสร้างรับน้ำหนักบรรทุกเกินกำลัง
ข้อ 3. รอยแตกร้าวช่วงกลางคาน
รอยร้าวนี้จะเกิดขึ้นช่วงใต้ท้องคาน หรือคือบริเวณช่วงกึ่งกลางความยาวมีจะลักษณะเป็นรูปตัวยู คือจะแตกจากด้านล่าง และต่อเนื่องในแนวดิ่งทั้งสองด้านเลยคะ โดยรอยแตกด้านล่างจะยาวกว่าด้านข้างคะ และเมื่อแอ่นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ รอยร้าวจะเกิดเพิ่มขึ้นเป็นหลายแนวที่มักจะขนานกัน มีลักษณะเป็นปล้องๆ และจะเพิ่มเป็นคู่ๆ ขนาบรอบรอยแตกที่เกิดเริ่มแรกะ หากเราพบรอยร้าวลักษณะนี้ ให้รีบย้ายสิ่งของที่อยู่เหนือบริเวณรอยร้าวออกมาโดยเร็วที่สุดเพื่อที่ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุคะ
ข้อ 4. รอยแตกร้าวปลายคาน
รอยร้าวนี้จะเริ่มเกิดขึ้นที่ด้านบน และจะแตกร้าวลงด้านข้างของคาน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งแนวดิ่งและแนวเฉียงก็ได้ นอกจากนี้ มันยังอาจมีการแตกร้าวในที่มีลักษณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่งทั่วไปรอยร้าวที่ปลายคาน มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากเกิดรอยร้าวที่กลางคานแล้ว
ข้อ 5. รอยร้าวท้องพื้นชนิดเสริมเหล็กทั้งสองทาง
หากเพดานที่ไม่มีคาน รอยร้าวอาจจะเกิดขึ้นได้ที่เพดานช่วงกลางคะ และจะร้าวเฉียงบริเวณกึ่งกลางเพดานเข้าหามาหาเสามุมทั้ง 4 มุม อาจเกิดให้เห็นทั้ง 4 รอยหรือน้อยกว่าก็ได้
ข้อ 6. รอยร้าวท้องพื้นชนิดเหล็กเสริมทางเดียว
รอยร้าวที่จะเกิดขึ้นบริเวณกลางเพดาน ซึ่วเป็นเส้นตั้งฉากกับแนวเหล็กเสริมเพดาน คะ
ข้อ 7. รอยร้าวขอบพื้นด้านบน
เมื่อพื้นเริ่มแอ่นตัวเพราะรับน้ำหนักเกินกำลัง มักจะเกิดรอยร้าวที่พื้นบริเวณขอบคานทั้ง 4 ด้านและที่มุมเสาด้วยคะ รอยร้าวดังกล่าวนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยคะ หากเจอรอยร้าวแบบนี้ ควรรีบเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักทั้งหมดมาออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
รอยร้าวที่้เกิดจากการทรุดตัวของฐานราก
ข้อ 8. รอยแตกร้าวนี้จะเป็นแนวเฉียงบริเวณกลางผนัง
อาจเจะกิดขึ้นหลายเส้นขนานกันคะ โดยรอยแตกนั้นแต่ละเส้นจะมีความกว้างตรงกลางเส้นมากกว่าที่ปลายคะ จากนั้นจะกว้างและยาวขึ้นเรื่อยๆ ถ้าฐานรากไม่มั่นคงและยังคงทรุดตัวต่ออย่างเนื่อง หากลากเส้นตั้งฉากกับรอยแตกร้าวแล้ว ปลายเส้นด้านชี้ลงดินจะเป็นตัวชี้ว่าให้ว่า ฐานรากด้านนั้นได้เกิดการทรุดตัว สาเหตุอาจจะเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากคะ เราควรรีบติดต่อผู้เชี่ยวชาญให้รีบแก้ไขโดยเร่งด่วนคะ
ข้อ 9. รอยร้าวที่ผิวบนของพื้นบริเวณคาน
รอยร้าวประเภทนี้นั้น มักจะอยู่บนบริเวณพื้นโดยและจะเกิดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยรอยแตกจะขนานกับแนวยาวของคาน สาเหตุนั้นเกิดจากฐานรองรับเสาด้านตรงข้ามเกิดทรุดตัวคะ ควรรีบหาวิธีแก้ไขโดยด่วนคะ
ข้อ 10. รอยร้าวที่เสา
เสาต้นที่วางอยู่บนของฐานรากที่ทรุดตัวน้อย หรือไม่ทรุดตัวเลยนั้น จะถูกดึงรั้งจากฐานรากที่ทรุดตัวลงมากจนเกิดการโก่งงอได้ และจะเกิดรอยร้าวแนวนอนหลายแนวในเวลาต่อมาด้วย โดยมีลักษณะคล้ายไม้บรรทัดพลาสติกที่ได้ถูกดัดให้โค้งงอ ด้านหนึ่งนั้นจะแตกเป็นปล้องๆได้คะ แนวนอนในลักษณะเดียวกันคะ และโดยทั่วไป เสาที่จะวางบนฐานรากที่ทรุดตัวจะไม่แตกร้าว จะทำให้สามารถวิเคราะห์หาตำแหน่งของฐานรากที่ทรุดตัวลงได้
สุดท้ายนี้ ก็จะขอคำแนะนำอย่างหนึ่งของคณะอนุกรรมการคลินิกช่างนั้นก็คือคือ เมื่อพบรอยร้าวในอาคารก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบซ่อมทันทีได้ โดยให้เราทำการติดตามตรวจสอบรอยร้าวดังกล่าวว่า มีความยาว หรือความกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ หากพบว่ามีความยาวเพิ่ม และความกว้างเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็จะถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายแล้ว ให้ทำการนีบแจ้งวิศวกรเข้ามาตรวจสอบปัญหา และแก้ไขโดยเร็วที่สุดได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพบรอยร้าวประเภทไหนก็ควรจะศึกษาหาต้นเหตุไว่กก่อน และเรากจะสามารถแก้ไขได้คะ เพื่อจได้ทำให้บ้านทาวน์เฮ้าส์จะได้อยู่กับเราต่อไปนานๆ คะ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กฎหมายที่คนคิดจะต่อเติม ทาวน์เฮ้าส์ ควรรู้



กฎหมายต่อเติม ทาวน์เฮ้าส์


ใครๆ หลายคนที่ซื้อบ้านจัดสรร หรือทาวน์เฮ้าส์แล้วมักจะอยากต่อเติมเพราะต้องการที่จะมีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ด้านหลังครัวของทาวน์เฮ้าส์นี่ถือว่าเป็นที่ยอดนิยมเลยก็ว่าได้ จริงๆ แล้วการต่อเติมพวกนี้จะมีกฎหมายควบคุมอยู่นะคะ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ทราบ หรือมองข้ามมันไป วันนี้ เรามาจะดูกันคะว่า กฎพื้นฐานที่เราควรจะต้องรู้ในการต่อเติมพวกนี้นั้นมีอะไรกันบ้าง
ขอบคุณภาพาจาก http://anekonline.com/ 
เรามาดูกันก่อนว่าอย่างไหนที่จะเรียกได้ว่า "ต่อเติม" ? ซึ่งเวลาเราคุยกับช่าง หรือผู้รับเหมานั้น เรามักจะใช้ภาษาที่ง่ายๆ ว่า "ต่อเติมบ้าน" แต่ตามใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร จะใช้คำว่า "ดัดแปลง" ซึ่งจะกินความหมายกว้างกว่าต่อเติม และถ้าหากการต่อเติมของเราเข้าถึงเกณฑ์ของคำว่า "ดัดแปลง" ใน พ.ร.บ. นี้แล้ว เราก็จะต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่ได้พูดถึงต่อจากนี้ ซึ่งคำว่า "ดัดแปลง" ตาม พ.ร.บ. นี้จะคือ "การเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งจะลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก ในเนื้อที่ของโครงสร้างอาคารหรือส่วนต่างๆ ของอาคาร ที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม" ดังนั้น การที่ต่อเติมที่หลายคนทำกัน คือการต่อเติมครัวที่อยู่ด้านหลังทาวน์เฮ้าส์ จึงถือว่าเป็นการดัดแปลงตามใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคารเสมอคะ

ในการจะ ดัดแปลง หลักคือจะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของเรื่องนี้เลยคือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร (ตามมาตรา 21 และ 39 ทวิ) สรุปได้ว่าการดัดแปลงอาคารนั้นจะต้อง 
1. ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนเสมอ

2. ต้องแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมกับยื่นแบบแปลน ชื่อของสถาปนิกและวิศวกรที่ออกแบบ หรือทำการควบคุมงานให้เจ้าพนักงานนั้นทราบ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นต่างๆ ซึ่งเราจะพูดถึงในหัวข้อต่อจากนี้ซึ่งคำว่า "อาคาร" นั้นจะรวมไปถึงบ้านจัดสรร ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ทั้งหมดเลยคะ

เราจะไปขออนุญาตจากใคร ? คำตอบคือเราต้องไปขอ หรือแจ้งเรื่องการ ดัดแปลงอาคาร กับเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ที่บ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์ของเราตั้งอยู่คะ คือถ้าตั้งอยู่ในเขต กทม. ก็ให้ขอ หรือทำการแจ้งผู้ว่าราชการของกรุงเทพมหานครโดยเดินเรื่องผ่านทางสำนักงานเขต กทม. ที่อาคารของเราตั้งอยู่ หรือถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็ให้ขอ หรือทำการแจ้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นๆ โดยเดินเรื่องผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นเอง

จะมี 5 ข้อยกเว้นที่เราไม่ต้องขออนุญาต ในการต่อเติมบางเรื่องเป็นเรื่องของการซ่อมแซม หรืออาจเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งกฎหมายก็จะอนุโลมว่าไม่ต้องขอ หรือแจ้งเจ้าพนักงานคะ ซึ่ง 5 เรื่องที่เป็นข้อยกเว้นนั้น ที่จะสามารถทำได้เลยเป็นดังต่อไปนี้ (เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 พ.ศ. 2528)

1. ในการขยาย (หรือลด) เนื้อที่ของในพื้นชั้นใดชั้นหนึ่งรวมกันในขนาดไม่เกิน 5 ตร.ม. และไม่มีการเพิ่ม (หรือลด) จำนวนเสาหรือคานในอาคารนั้น

2. ในการขยาย (หรือลด) เนื้อที่ของหลังคาให้มีเนื้อที่มากขึ้นในขนาดรวมกันไม่เกิน 5 ตร.ม. และไม่มีการเพิ่ม (หรือลด) จำนวนเสาหรือคานในอาคารนั้น

3. ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร (เช่น เสา คาน ฐานราก) และโครงสร้างที่ไม่ใช่คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือคอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างที่เป็นรูปพรรณ โดยในการเปลี่ยนแปลงนั้นใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมที่เป็นอยู่ ดังนั้น ถ้าโครงสร้างอาคารที่ของเราเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือคอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างที่เป็นรูปพรรณ เราจะต้องขอ หรือแจ้งกับเจ้าพนักงานเสมอ แม้ขนาด จำนวน วัสดุ หรือชนิดเสา หรือคานที่เป็นโครงสร้างนั้นจะไม่เปลี่ยนก็ตาม

4. ในการเปลี่ยนส่วนใดๆ ก็ตาม ในอาคารที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร (เช่น ประตู ฝ้าเพดาน พื้น ผนัง) โดยเราใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่นซึ่งก็ไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมเกิน 10% ของน้ำหนักเดิมทั้งหมด (ซึ่งการในคำนวณกรณีแบบนี้ เราอาจจะต้องให้วิศวกรเข้ามาช่วย)  

5. ในการเปลี่ยน ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งมีลักษณะ ขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก หรือในเนื้อที่ส่วนใดๆ ก็ตามภายในบ้านที่มันไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร (เช่น ประตู ฝ้าเพดาน พื้น ผนัง) และในการดำเนินการพวกนี้เราไม่ได้ไปเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างอาคารเดิมทั้งหมด (ซึ่งการในคำนวณกรณีแบบนี้ เราอาจจะต้องให้วิศวกรเข้ามาช่วย)

แต่ถ้าเราไม่ทำตาม จะเกิดอะไรขึ้นหรอ ? ถ้าการต่อเติมของเราต้องไปขออนุญาต หรือต้องไปแจ้งกับเจ้าพนักงาน แต่เรากลับไม่ทำ หรือเราได้รับอนุญาตในการดัดแปลงแล้ว แต่ในเวลาต่อเติมจริง เรากลับต่อเติมไม่เหมือนกับที่ได้รับอนุญาตไว้ หรือจากแบบแปลนที่เราได้ยื่นขอไป  เราอาจมีโทษดังนี้ครับ

โทษในการทำการผิดในการดัดแปลงอาคาร คือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือจะปรับไม่เกิน 60,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และยังมีการปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดในเวลาที่เรายังฝ่าฝืน หรือจนกว่าเราจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (เป็นไปตฟามมาตรา 31 และ 65 พรบ.ควบคุมอาคาร)

นอกจากนี้ ถ้าเพื่อนบ้านหลังติดกันกับเราและเราทำผิดกฎหมาย เพื่อนบ้านเราตามกฎหมายถือว่าเป็นผู้เสียหายได้ และมีการร้องเรียน หรือเจ้าพนักงานพบเจอว่าเรานั้นต่อเติมไม่ถูกต้อง หรือเราไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง เจ้าพนักงานก็จะมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าของบ้าน หรือช่างที่ก่อสร้างระงับการก่อสร้างได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ก็จะะสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาต หรือทำการแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้ หรือถ้าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้อีกแล้ว หรือผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ยอมแก้ไขตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก็อาจจะโดนสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดได้ หรืออาจแค่บางส่วนภายในเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนดได้  (เป็นไปตามมาตรา 40, 41 และ 42 พรบ.ควบคุมอาคาร) แต่ถ้ายังดื้อไม่ทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานเหล่านี้อีก เราก็จะมีโทษเพิ่มอีกคือจะจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และจะมีการปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังเราฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่เข้าหน้าที่สั่งฟ (ตามมาตรา 67 พรบ.ควบคุมอาคาร) 


>>>>>>>>-----เช่าคอนโด------<<<<<<<<